SET Announcements
KKPS หั่นกำไร DOHOME ปี 69 ลง 12% เหลือ 947 ล้าน คาดไตรมาส 3 โต 22%

บล.เกียรตินาคินภัทร ปรับลดประมาณการกำไร DOHOME ปี 69 ลง 12% เหลือ 947 ล้านบาท หลังยอดขายสาขาเดิมฟื้นตัวต่ำกว่าคาด และอัตรากำไรถูกกดดันจากต้นทุนสินค้า คาดกำไรไตรมาส 3/69 แตะ 124 ล้านบาท โต 22% ก่อนฟื้นตัวเด่นในไตรมาส 4 คงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 3.83 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ระบุในบทวิเคราะห์ประจำวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ว่า บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3/2569 หลังจากผลประกอบการในช่วงครึ่งแรกเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยประเมินว่าช่วงที่กำไรเติบโตสูงสุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว ขณะที่ยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales: SSS) และอัตรากำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ลง 12% เหลือ 947 ล้านบาท แต่ยังเพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขายสาขาเดิมในช่วงครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 5% แม้ฐานเปรียบเทียบปีก่อนอยู่ในระดับต่ำที่ติดลบ 10% รวมถึงอัตรากำไรจากธุรกิจค้าปลีกที่มีแนวโน้มหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 3/2569
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่า DOHOME จะมีกำไรสุทธิประมาณ 124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาส 2/2569 ซึ่งกำไรสุทธิเติบโตถึง 94% เนื่องจากอัตรากำไรเริ่มกลับเข้าสู่ระดับปกติ หลังได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงไตรมาสก่อนหน้า ประกอบกับสัดส่วนการขายที่เปลี่ยนไปสู่กลุ่มวัสดุก่อสร้างซึ่งมีอัตรากำไรต่ำกว่า
หากผลประกอบการเป็นไปตามคาด จะส่งผลให้ DOHOME มีกำไรสุทธิสะสมงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 ประมาณ 680 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน คิดเป็น 72% ของประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขายสาขาเดิมส่วนใหญ่คาดว่าจะมาจากยอดขายกลุ่มลูกค้าโครงการหรือ Back-office Sales โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้าง ซึ่งประเมินว่าจะเติบโตประมาณ 10% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการตรวจสอบสินค้าเหล็กของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)
ขณะที่ยอดขายผ่านหน้าร้าน (Point of Sale: POS) ซึ่งสะท้อนการซื้อสินค้าของผู้บริโภคปลายทาง ยังมีแนวโน้มอ่อนแอ โดยคาดว่ายอดขายสาขาเดิมในช่องทางดังกล่าวอาจติดลบในระดับเลขหลักเดียวช่วงกลาง สะท้อนกำลังซื้อและบรรยากาศการบริโภคที่ยังชะลอตัว
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนยอดขายไปสู่สินค้ากลุ่มวัสดุก่อสร้างที่มีอัตรากำไรต่ำกว่า คาดว่าจะส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจค้าปลีกลดลงประมาณ 0.70 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 17.0% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นรวมคาดว่าจะอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน
ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ในไตรมาส 3/2569 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 1,100 ล้านบาท จากต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดสาขาใหม่ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้มีแนวโน้มลดลงประมาณ 0.50 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 15.1% จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม
ด้วยอัตราการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเติบโตของกำไรขั้นต้น ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) คาดว่าจะเติบโตเพียง 2% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง โดยฝ่ายวิจัยคาดว่าดอกเบี้ยจ่ายจะลดลง 24% เหลือประมาณ 76 ล้านบาท ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับตัวลดลง
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2569 ฝ่ายวิจัยยังคาดว่ากำไรสุทธิของ DOHOME จะกลับมาเติบโตในอัตราที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 เนื่องจากอัตรากำไรมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับยอดขายผ่านหน้าร้านมีโอกาสฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างไทยและกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอาจเป็นปัจจัยจำกัดการปรับเพิ่มมูลค่าหุ้นในระยะต่อไป
สำหรับประมาณการผลประกอบการระยะกลาง ฝ่ายวิจัยคาดว่า DOHOME จะมีกำไรสุทธิปี 2570 อยู่ที่ 826 ล้านบาท ลดลง 13% จากปี 2569 ก่อนฟื้นตัวเป็น 920 ล้านบาทในปี 2571 เพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากปีก่อนหน้า
ด้านอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ปี 2569 คาดอยู่ที่ 12.8 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 2.3% ขณะที่ปี 2570 คาด P/E อยู่ที่ 15.0 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.0%
ทั้งนี้ บล.เกียรตินาคินภัทร ยังคงคำแนะนำลงทุน DOHOME ที่ระดับ “เป็นกลาง” (Neutral) พร้อมกำหนดราคาเป้าหมาย 3.83 บาทต่อหุ้น โดยอ้างอิงมูลค่าเฉลี่ยจากวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) และวิธีประเมินมูลค่าด้วยอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) หลังประเมินว่าการเติบโตของผลประกอบการเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และยังมีความเสี่ยงจากการฟื้นตัวของยอดขายสาขาเดิมและอัตรากำไรที่ต่ำกว่าคาด
อ่านเรื่องนี้ต่อที่: https://www.kaohoon.com/news/872796